SMART CITY

ประเทศไทยกำลังเดินหน้าพัฒนา “เมืองอัจฉริยะ” หรือ “Smart City” อย่างเต็มตัว โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี ได้มอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เป็นหน่วยงานที่ช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ในระยะแรกได้พัฒนาแล้ว 7 จังหวัด ได้แก่ ภูเก็ต เชียงใหม่ ขอนแก่น ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา และกรุงเทพฯ  โดยมีแผนในปี 2562 เตรียมจะขยายไปสู่ 24 จังหวัด 30 พื้นที่ และภายในปี 2565 จะขยายไปทั่วประเทศ 76 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร รวม 100 พื้นที่

          ลักษณะของเมืองอัจฉริยะ 7 ด้าน คือ

  1. เศรษฐกิจอัจฉริยะ (Smart Economy)
  2. ขนส่งอัจฉริยะ (Smart Mobility)
  3. พลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy)
  4. การดำรงชีวิตอัจฉริยะ (Smart Living)
  5. สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment)
  6. พลเมืองอัจฉริยะ (Smart People)
  7. การบริหารภาครัฐอัจฉริยะ (Smart Governance)
  8. สาธารณูปโภคพื้นฐานอัจฉริยะ (Smart City Infrastructure)

ภาพรวม Smart City >> คลิกอ่านสไลด์บรรยาย  

เมืองอัจฉริยะ Smart City ได้เริ่มดำเนินการใน 3 จังหวัดนำร่อง  ตั้งแต่ปี 2560 คือ จังหวัดภูเก็ต เชียงใหม่ และ ขอนแก่น  โดยมีโมเดลการพัฒนา ดังนี้

  1. ภูเก็ต  ตัวแทนภาคใต้ เป็นจังหวัดแรกของโครงการ Smart City  ปัจจุบันมีการขับเคลื่อน 4 ด้าน คือ ด้านการท่องเที่ยว ด้านความปลอดภัย ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านเศรษฐกิจ ซึ่งได้มีการนำ IoT (Internet of Things) เข้ามาใช้ในการพัฒนาและส่งเสริมการทำงาน

ได้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์ Phuket Smart City Innovation Park  ให้เป็นศูนย์กลางวิจัยพัฒนาความรู้และส่งออกสินค้าได้มีประสิทธิภาพ

อ่านต่อ >> ตีแผ่บริบท สมาร์ทซิตี้ภูเก็ต 

  1. เชียงใหม่  ตัวแทนภาคเหนือ ได้เริ่มโครงการสมาร์ทนิมมานเหมินทร์ แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่
    ระยะที่ 1  Smart Wi-Fi มีการติดตั้ง Access point ครอบคลุมถนนนิมมานเหมินทร์                                   ระยะที่ 2 นำแอปพลิเคชั่น Chiangmai I Love U มาส่งเสริมการท่องเที่ยว                                             ระยะที่ 3  จัดทำ Data Analytic จากกล้อง CCTV ในพื้นที่ เพื่อดูความเคลื่อนไหวของประชาชนในพื้นที่ และนักท่องเที่ยวในจังหวัด เพื่อจัดทำข้อมูลด้านการตลาด เป็นต้น

ได้ทำระบบต้นแบบ Smart Farm ให้กับเกษตรกร  ซึ่งเป็นความร่วมมือของ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมีนักศึกษาปริญญาโท หลักสูตรนานาชาติ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ ออนไอทีวัลเลย์  เพื่อการพัฒนาพื้นที่ด้วยระบบนิเวศสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัลจังหวัดเชียงใหม่ Smart Agriculture  เกษตรนวัตกรรมต้นแบบการเพาะปลูกข้าวสมัยใหม่แบบแม่นยำ เพื่อลดการใช้น้ำในการเพาะปลูกข้าวด้วยหลักการการแกล้งข้าวโดยอาศัยความสามารถของระบบเซ็นเซอร์เพื่อตรวจวัดระดับน้ำในนาข้าวแบบไร้สาย โดยจะผลักดันให้ Oon IT Valley เป็น Social Enterprise มีการเติบโตอย่างยั่งยืน

การขับเคลื่อนสู่เชียงใหม่เมืองสุขภาพ (Northern Digital Health Revolution to Chiang Mai Medical and Health Hub) โดยความร่วมมือของศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) (TCELS) ร่วมกับอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  เป็นอีกโครงการที่ผลักดันให้จังหวัดเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางเมืองสุขภาพที่มีบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขที่ครบครัน ช่วยส่งเสริมสุขภาวะและคุณภาพชีวิตของประชากรในพื้นที่ผ่านผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการและแก้ปัญหาด้านสุขภาพของคนในจังหวัดผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบสารสนเทศ พร้อมเตรียมยกระดับจังหวัดเชียงใหม่เป็นผู้นำการให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขที่ครบวงจร รองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ของประเทศไทยในอนาคต

  1. ขอนแก่น– ตัวแทนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ขอนแก่นสมาร์ทซิตี้ ปี 2029 เน้นการขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดผลใน 3 ด้านหลัก คือ

1. การขนส่ง Logistics & Transportation หรือ Smart Mobility
2. ด้านการประชุมและเศรษฐกิจ MICE City หรือ Smart Economy
3. ด้านการแพทย์ Medical & Healthcare หรือ Smart Living มุ่งสู่การเป็น Medical Hub of  AEC ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ต้องการดูแลสุขภาพเดินทางมายังประเทศไทย

ด้านการขนส่ง ก่อสร้างรถรางไฟฟ้าระยะทาง 26 กิโลเมตร มี 18 สถานี ใช้รถไฟฟ้าที่ผลิตและประกอบในประเทศจำนวน 15 ขบวน ๆ ละ 3 ตู้  ได้รับอนุมัติจากมติคณะรัฐมนตรีแล้ว  มีรึยัง

ในส่วนของสนามบินขอนแก่นได้รับงบประมาณในการปรับปรุงครั้งใหญ่ จำนวน 2,250 ล้านบาท เพื่อเพิ่มศักยภาพให้รองรับผู้โดยสารปีละ 2 ล้านคน โดยเพิ่มอาคารผู้โดยสารอีก 1 อาคาร เป็นอาคาร 4 ชั้น เพิ่มหลุมจอดเครื่องบินจาก 5 เป็น 12 หลุม

การเดินทางโดยรถเมล์ เริ่มมีการใช้รถเมล์อัจฉริยะ ที่สามารถเปิดดูตำแหน่งของรถแบบ real time จากสมาร์ทโฟนได้ และยังมีFree WiFi ในรถ ขณะนี้มีวิ่งเพียงสองสายวนรอบเมืองกับสถานีขนส่งแห่งใหม่เป็นหลัก

นอกเหนือจาก 3 ด้านหลักข้างต้น กำลังผลักดันให้เกิดต้นแบบระดับภูมิภาค Digital Community  โดยใช้ชื่อ Khon Kaen Regional Digital Park หนุนการพัฒนา Smart City โดยทีมเทศบาลตำบลขอนแก่นแสดงความพร้อมเพื่อดำเนินการต่อเนื่องจากการสานต่อความร่วมมือ ตามบันทึกความร่วมมือ (MOU) “Khon Kaen Smart Living Lab” ว่าด้วยการขับเคลื่อนและพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City)   การประชุมหารือในครั้งนี้ มีประเด็นหลักๆ ดังนี้ กรอบแนวคิดการจัดตั้ง, สถานที่ตั้ง ทำเล พื้นที่ โซน, หน่วยงานร่วมดำเนินการและบูรณาการ รวมไปถึงงบประมาณในการดำเนินการหลายฝ่ายร่วมกัน เป็นต้น

  

 

 

 

 

 

  1. ชลบุรีนำร่องในพื้นที่นิคมแหลมฉบัง และ 7 ชุมชนโดยรอบ โดยการติดตั้ง Smart Pole หรือ  เสาประชารัฐ ซึ่งเป็นเสาที่มีไฟฟ้าเลี้ยงและเชื่อมต่อกับสายสื่อสาร ติดตั้งกล้องวงจรปิด ใช้ติดตามการจราจรและดูแลเรื่องอาชญากรรมได้ ถือเป็น Digital Infrastructure ของเมือง
  2. ระยองติดตั้ง Smart Pole ช่วงถนนสุขุมวิท ที่ผ่านใจกลางเมือง
  3. ฉะเชิงเทราพัฒนาเป็น Smart Farming  ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะใช้พื้นที่ใด โดยติดตั้งอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่น (IoT) เช่น การวัดค่าความเป็นกรดด่างของดิน การใช้โดรนในการทำนายผลผลิต หรือพ่นยาได้ เป็นต้น

  1. กรุงเทพมหานคร เริ่มต้นด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (จีไอเอส) ซึ่งจะรวบรวมข้อมูลด้านต่าง ๆ ของเมือง เช่น กล้องวงจรปิด ข้อมูลจราจร ข้อมูลการระบายน้ำ เป็นต้น มารวมกันไว้ในแผนที่เดียวและสามารถระบุพิกัดได้ เหมือนเป็นวอร์รูม ที่สามารถใช้ในการบริหารจัดการเมืองได้

ความเป็นอัจฉริยะของแต่ละเมือง

       จะเริ่มจากการพัฒนาระบบนิเวศน์ที่เน้นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล หรือความสำคัญของข้อมูล การแปลงข้อมูลเป็นดิจิทัล (Digitize) ทั้งเมือง ที่ผ่านมายในปี 2561  ดำเนินโครงการ City Data Platform ดำเนินการใน  3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดภูเก็ต เชียงใหม่ และขอนแก่น เพื่อสร้างรูปแบบการเชื่อมโยง จัดเก็บ และเผยแพร่ข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ ในเมือง เช่น   เชื่อมโยงข้อมูลกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ของเทศบาล เพื่อให้ตำรวจติดตามอาชญากร  เชื่อมโยงข้อมูลจาก IoT Sensors สิ่งแวดล้อม เพื่อเฝ้าระวังภัยพิบัติ
เชื่อมโยงข้อมูลการใช้ Free  Wi-Fi ของทั้งเมือง มาวิเคราะห์พฤติกรรมนักท่องเที่ยวสำหรับใช้ในการวางแผนระบบโลจิสติกส์ (Logistics)

ข้อมูลจะถูกรวบรวมมายังระบบคลาวด์ (Cloud) ของเมือง เพื่อให้ง่ายต่อการแลกเปลี่ยนบูรณาการ นำไปต่อยอดวิเคราะห์ (Big Data Analytics) โดยการสร้างเป็น API ในการดึงข้อมูล และมีมาตรฐานของข้อมูล สามารถเปิดให้ภาครัฐหรือเอกชนนำไปต่อยอดเป็นบริการของเมือง และขณะเดียวกันผู้บริหารเมืองจะได้ศูนย์ปฏิบัติการแบบอัจฉริยะที่มองเห็นภาพแบบเวลาจริงของเมืองใช้ในการตัดสินใจสั่งการ

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเมืองอัจฉริยะนั้น ยังมีอีกหลายส่วนประกอบกัน แต่เป้าหมายรวม ๆ ก็คือ การสร้างสังคมคุณภาพที่จะรองรับการขยายตัวของสังคมเมือง โดยเชื่อมโยงระบบโครงสร้างพื้นฐานของเมืองเข้าด้วยกันแบบบูรณาการ ผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า ทำให้ได้รับคุณภาพชีวิตที่ดี มีความเป็นเมืองที่น่าอยู่ในลักษณะของการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และจะเกี่ยวพันไปถึงการเพิ่มโอกาสในการต่อยอดทางธุรกิจ การเสริมสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจของเมือง ฯลฯ กระทั่งเป็นเมืองที่สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

การขยายไปยังพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ

การขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ (Smart City)  ได้ขยายไปยังจังหวัดต่างๆ อาทิ จังหวัดอุบลราชธานี  จังหวัดพิษณุโลก  จังหวัดสตูล จังหวัดสงขลา  จังหวัดกระบี่ โดยจะเริ่มจากการพบปะพูดคุยระหว่างผู้แทนจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล  สถิติจังหวัด กับทีมผู้บริหาร หัวหน้าสำนักงานจังหวัด เพื่อรับทราบนโยบาย แผนยุทธศาสตร์จังหวัด ปัญหา ความต้องการ และแนวทางในการนำเทคโนโลยีด้านดิจิทัลมาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ตามเจตนารมณ์ของนายกรัฐมนตรีในการผลักดันให้เกิดเมืองอัจฉริยะขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

การดำเนินการต่อไปคือ จัดการประชุม Workshop กับพันธมิตรความร่วมมือของจังหวัด และพัฒนาให้เป็น Smart City ยกตัวอย่างจังหวัดอุบลราชธานี เชิญ ทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน  กลุ่ม 9 องค์กรขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มาเข้าร่วมระดมสมอง จังหวัดพิษณุโลก กำลังดำเนินการปรับแต่งภูมิทัศน์และสถานที่ บนพื้นที่ 100 ไร่ ภายใต้งบประมาณสนับสนุนราว 300 ล้านบาท จากองค์กรต่างประเทศและภาคเอกชน  จังหวัดสตูลจะทำการเชื่อมโยงระบบโครงสร้างพื้นฐานของเมืองเข้าด้วยกัน เพื่อให้เป็น Satun Connect โดยมีเป้าหมายเป็นเมือง Smart Governance Smart People และ Smart Environment  จังหวัดสงขลา สนใจเรื่องนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจ (Smart Economy ) และระบบความปลอดภัยของประชาชน (Smart Living Community ) จังหวัดกระบี่ จัดให้มี Smart tracking ควบคุมปริมาณเข้าออกของนักท่องเที่ยว การจัดตั้ง Command Center ในเขตพื้นที่อุทยาน การพัฒนาระบบ e-ticket และ Mobile Application ควบคุมปริมาณนักท่องเที่ยวให้เหมาะสมกับสมดุลของสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ สามารถศึกษาเพิ่มเติมเรื่องราวของ Smart City  จากเว็บไซต์ https://www.salika.co/ 

counters-free

เริ่มนับ 19/8/2019